เว็บบอร์ด(320 KB)
สวัดดีชาวร็อคทุกท่านครับ
หลังจากบอร์ดพังเป็นครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้เหมือนกัน ผมกลับมาทำอีกครั้งเพราะใจรักจริงๆจุดประสงค์ที่ทำเว็บนี้ขึ้นมาไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝง เพียงเพื่ออยากแลกเปลี่ยนเพลงกันระหว่างสมาชิกเท่านั้นและอยากแบ่งปันประสบการณ์เพลงในยุคเก่าๆเพื่อไม่ให้เพลงเหล่านี้สูญหายไปจากความทรงจำ บางอัลบั้มก็หาซื้อไม่ได้แล้วและบางอันก็ไม่มีจำหน่ายหรือบางทีราคาก็แพงจนรับไม่ได้ เพลงเหล่านี้มีคุณค่าในตัวมันเองมากมายครับ
ในยุค 60 - 70 วงดนตรีมีมากมายนับไม่ถ้วนแต่ละวงมีเอกลักษ์ของตัวเองชัดเจนมาก เล่นมาจากอารมณ์ข้างในมันสะท้อนอะไรได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตหรือไปจนถึงเรืองยาเสพติด
วงดนตรีสมัยนั้นเกือบ 100% พึ่งยาเสพติดในการแต่งเพลงถึงมันจะเป็นด้านลบแต่ด้านบวกมันได้สร้างสรรญผลงานอันทรงคุณค่าและเป็นเป็นอมตะจนถึงปัจจุบันนี้ครับ
ส่วนของหน้าเว็บผมจะโพสเฉพาะบิทเรท 128-256 เท่านั้น ส่วนแบบ 320 KB จะมีในส่วนของเว็บบอร์ด 320 KB ซึ่งท่านต้องสมัครสมาชิกก่อนถึงจะเข้าห้องได้นะครับ ผมหวังว่าที่แห่งนี้จะอยู่เป็นเพื่อนท่านอีกแห่งนึงนะครับ taweelap ..................... Rock Never Die
ในยุค 60 - 70 วงดนตรีมีมากมายนับไม่ถ้วนแต่ละวงมีเอกลักษ์ของตัวเองชัดเจนมาก เล่นมาจากอารมณ์ข้างในมันสะท้อนอะไรได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตหรือไปจนถึงเรืองยาเสพติด
วงดนตรีสมัยนั้นเกือบ 100% พึ่งยาเสพติดในการแต่งเพลงถึงมันจะเป็นด้านลบแต่ด้านบวกมันได้สร้างสรรญผลงานอันทรงคุณค่าและเป็นเป็นอมตะจนถึงปัจจุบันนี้ครับ
ส่วนของหน้าเว็บผมจะโพสเฉพาะบิทเรท 128-256 เท่านั้น ส่วนแบบ 320 KB จะมีในส่วนของเว็บบอร์ด 320 KB ซึ่งท่านต้องสมัครสมาชิกก่อนถึงจะเข้าห้องได้นะครับ ผมหวังว่าที่แห่งนี้จะอยู่เป็นเพื่อนท่านอีกแห่งนึงนะครับ taweelap ..................... Rock Never Die
เอามาให้อ่านกันเล่นๆครับ
ศิลปินดูโอ้คู่พี่น้องคู่นี้ ถ้าไม่พูดถึงเห็นที่จะไม่ได้ เพราะ ใครๆเขารู้กันทั้งบางว่า เริ่มตั้งแต่ทั้ง Isn't ทั้ง ORIENTAL FUNK ทั้งBUTTERFLY มาขนาดนี้ไม่รู้จัก อัสนี โชติกุลก็คงไม่ได้แล้วและจากที่เฝ้ารอคอยให้ อัสนี โชติกุล ออกอัลบั้มเดี่ยวมาเหน่งๆสักที สุดท้ายอัสนีก็เลือกออกผลงานคู่กับน้องชาย แต่เอาเข้าจริงๆแล้วในทางปฏิบัติ อัลบั้มทุกชุดภายใต้ยี่ห้อ"อัสนีและวสันต์"เป็นการทำงานที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอัสนีเพียงคนเดียว อย่างไรก็ดีอัลบั้มแรกของทั้งคู่ก็คลอด โดยใช้ชื่อว่า "บ้าหอบฟาง"ภายใต้ค่ายเทป "Nite Spot"ศิลปินที่มีอิทธิพลต่องานเพลงของอัสนีในชุดนี้อย่างเด่นชัด คือ The Beatles แต่ด้วยความสามารถทางดนตรีบวกกับการเล่นดนตรีแบบมืออาชีพของเขา ผลงานชุดนี้จึงออกมาได้ลงตัว ซึ่งนอกจากรสชาติจะอร่อยแล้วยังย่อยง่ายอีกด้วย พร้อมกับการสร้างปรากฎการณ์ "การร้องเพลงลากเสียง" จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใครร้องอย่างไรก็ไม่สามารถทำเหมือนและฟังได้เนียนหูเท่า รวมไปถึงอัสนีถือเป็นคนแรกๆในเมืองไทยที่นำการร้องประสานเสียงผู้หญิงมาใส่ในดนตรีร็อคให้ฟังนุ่มขึ้น ราวกับประกาศว่า ดนตรีร็อคไม่จำเป็นต้องฟังแล้วดุดันเพียงอย่างเดียว ถูกอกถูกใจกับ "บ้าหอบฟาง"เสียจนต้องปวาราณาเป็นแฟนพันธุ์ทาง เอ๊ย พันธุ์แท้ ไปในที่สุด ไม่ว่าอัสนีและวสันต์ไปเล่นที่ไหนก็จะพยายามไปดูให้จงได้ เพราะสมัยนั้นหาชมได้ยากมาก อาศัยฟังพวกเขาเล่นสดจากรายการวิทยุบ้าง หรือไปตามรายการทีวีที่เชิญพวกเขาไปสัมภาษณ์เพื่อประชาสัมพันธ์อัลบั้ม ซึ่งก็แสดงมากที่สุดก็2-3เพลง จนในที่สุด วันแห่งความจริงก็มาถึง เมื่อทางNite Spotจัดคอนเสิร์ต "บ้าหอบฟาง"ที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ทุบกระปุกพร้อมเดอบูการดูคอนเสริต์ศิลปินไทยคนแรกในชีวิต พร้อมหอบหิ้วเครื่องอัดเทปไปด้วย(เป็นวิธีที่บ้านๆมาก แต่ตอนนั้นมันไม่อุปกรณ์ใดๆ แถมยังไม่มีกฎห้าม ไม่มีคนอัดแล้วเอาไปอัดจำหน่ายเป็นเทปการแสดงสด-ผี- เพราะสมัยก่อนนั้น ไม่ได้เล่นปุ๊บออกแผ่นคอนเสิร์ตออกมาขายปั๊บอย่างทุกวันนี้ และก็ไม่แน่ด้วยว่า ต้นสังกัดเทปจะออกชุดการแสดงสดหรือไม่ ก็ต้องทำแบบภาษาซื่อนี่แหละ) ระหว่างที่เดินไปหอประชุมธรรมศาตร์สายตาก็เหลือบไปเจอ "พี่ป้อม"เข้า แหมเคยเจอตัวเป็นๆมาแล้ว แต่นั่นเป็นการมองขณะที่เอยู่บนเวที แต่นี่มันถนนเล็กๆในธรรมศาสตร์สวนกันแค่คืบ ก้มลงมองพื้นเดินก้มหน้างุดๆจากมา เหมือนไม่ตื่นเต้น "คอนเสิร์ต บ้าหอบฟาง"ในวันนั้น สนุกมาก มันส์มาก ตั้งแต่เสียงกลองของ "เอกมันต์"ในเพลงเปิด "บ้าหอบฟาง" เสียงหวานๆจากคอรัสจาก "คุณ นิ่ม กัลยารัตน์" (หรือ "สีฟ้า"นักแต่งเพลงที่เราๆรู้จักกันดี และ "คุณ บี๋ คณาคำ" และเดชะ ! พี่ป้อมกับพี่โต๊ะ มีความเป็นนักดนตรีมากกว่านักเอนเตอร์เทน จึงทำให้พวกเขา"ร้องและเล่น" มากกว่า "พูด" อารมณ์ของคนดูที่อยู่ร่วมกันในหอประชุมค่อยๆระอุขึ้นมาจากเนื้อดนตรีล้วนๆ จนถึงจุดพีคเมื่อ "แอ๊ด คาราบาว"มาเป็นแขกรับเชิญในเพลงที่ได้ร่วมร้องในชุดนี้ "ไม่เป็นไร" ผู้ชมทั้งร้องทั้งโยกจนถึงลุกขึ้นและที่สุดก็ไปยืนบนเก้าอี้ของหอประชุมฯ จำไม่ได้ว่ามวลแห่งความมันส์วันนั้นเป็นเวลากี่ชั่วโมง เพราะความสนุกความประทับใจนั้นทำให้เวลาแค่ไหนก็ดูน้อยเกินไปอยู่ดี รู้ภายหลังว่า เก้าอี้ในหอประชุมธรรมศาสตร์พังไปหลายสิบตัว อิอิ
History of Rock...!!!
นับตั้งแต่ Bill Haley & His Comets ออกซิงเกิลที่มีชื่อว่า Rock around the clock ในปี 1954 นั้น บทเพลงแนวใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นมาในวินาทีนั้นเอง กระแสของดนตรีแนวใหม่เปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทำลายวัฒนธรรมของ Jazz, Blues รวมไปถึงงานดนตรีที่บรรดาพ่อแม่ของเด็กหนุ่มสาวในยุค 50 จนพินาศสิ้น หลังจากนั้นไม่นานก็มีบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งน่าจะถือว่าเป็นผู้ฝังรากของดนตรีแนวใหม่ให้ก่อเกิดขึ้น นั่นก็คือ Alan Freed "Father of Rock 'n Roll" ชายคนนี้คือใคร...? ชายคนนี้คือผู้ให้กำเนิดคำว่า Rock 'n Roll นั่นเอง และชายคนนี้ก็เป็นดีเจที่เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของดนตรี Mainstream ในยุค 50 จนหมดสิ้น คือรายการวิทยุในยุคนั้นไม่มีการนำเพลงของคนดำมาออกอากาศ แต่ Alan ก็นำบทเพลงของคนดำซึ่งกำลังได้รับความนิยมมาออกอากาศสู้กับ Frank Sinatra ของพวกรุ่นใหญ่ได้อย่างเมามันส์... Little Richard, Jerry Lee Luis, Chuck Berry นั่นเอง หลังจากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มจากเมมฟิสอีกคนก็ทำให้ดนตรี Rock 'n Roll ขึ้นสูงจนถึงจุดสุดยอด ชายหนุ่มคนนี้มีลีลาที่ไม่เหมือนใคร บทเพลงที่ไพเราะและรูปร่างหน้าตาสุดหล่อ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก "The King" Elvis Presley นั่นเอง (อย่าด่า Elvis ต่อหน้าพ่อแม่ตัวเอง เพราะอาจโดนตบได้) หลังจากที่ Elvis โด่งดังจนถึงขีดสุด ซิงเกิลฮิตอันมากมายมหาศาลเพียงไรก็ตาม มันก็ถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง... ... ในต้นยุค 60 ก็มีวงดนตรีอีกวงหนึ่งที่มีความนิยมไม่แพ้ Elvis เลยนั่นก็คือเด็กหนุ่มจากเมือง Liverpool ใครวะ...? บางคนอาจจะถาม เด็กหนุ่มหน้าตาดีกลุ่มนี้ก็คือ The Beatles นั่นเอง The Beatles ได้สร้างปรากฏการณ์ทางดนตรี Rock อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน บทเพลงหลากหลายของ The Beatles นั้นขึ้นอันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว และเป็ศิลปินที่มีซิงเกิลขึ้นอันดับหนึ่งมากที่สุดในโลก ความนิยมของ The Beatles ในตอนต้นยุค 60 นั้นก็ทำให้มีวงดนตรีอีกวงหนึ่งที่ถือว่าเป็นด้านมืดของ The Beatles ก็ว่าได้ ภาพของ The Beatles คือดนตรีแห่งสวรรค์ แต่บทเพลงของวงดนตรีอีกวงนั้นก็เป็นด้านนรกไปเลย ภาพลักษณ์อันตรงกันข้ามกับ The Beatles นั้นก็สร้างชื่อเสียงให้กับพวกเค้ามาจนถึงปัจจุบัน The Rolling Stones นั่นเอง... ในช่วงยุค 60 นั้นวงดนตรีจากฝั่งอังกฤษเข้าบุกถล่มแผ่นดินอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นสูตรสำเร็จของดนตรี ถ้าจะพิสูจน์ตัวเอง ต้องไปดังที่อเมริกาให้ได้ กาลเวลาก็เดินไปเรื่อยๆ จนถึงยุคสงครามเวียดนามระเบิดขึ้น การเรียกร้องสันติภาพ เสรีภาพระบาดรุนแรงไปทั่ว... วงการดนตรีค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ดังบทเพลง The time they are a changin' ของ Bob Dylan ในช่วงปลายๆ ยุค 60 ก็มีการเล่นดนตรีผสมกับยาเสพติดขึ้น... Psychedelic คือคำเรียกของดนตรีแนวนี้... (ซึ่งก็จะรวมไปถึง Progressive, Acid และแนวดนตรีที่มีกลิ่นอายใกล้เคียงกัน) แนวทางของดนตรีในช่วงปลายยุค 60 นั้นสร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ดนตรีลูกผสม" หรือดนตรีแนวทดลองขึ้นมาอย่างกว้างขวาง... หลากหลายบทเพลงมีการนำดนตรีมาผสมกับยาเสพติดกันอย่างรุนแรง... The Doors, The Grateful Dead, King Crimson ซึ่งก็รวมไปถึง Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band ของ The Beatles ที่หันเหไปทางดนตรีแนว Psychedelic อย่างชัดเจน ซึ่งมันก็ทำให้ดนตรี Rock ในยุคปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดกับชายผู้หนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นนักกีตาร์อันดับหนึ่งตลอดกาล... Jimi Hendrix & The Experience นั่นเอง เสียงที่ Jimi Hendrix สร้างขึ้นมาทำให้เค้ากลายเป็นเทพเจ้าในชั่วข้ามคืน หลายบทเพลงของ Hendrix สร้างแรงบรรดาลใจให้กับนักดนตรี Rock ในยุคต่อมาอย่างรุนแรง... ... เข้าสู่ยุค 1970 กันเสียที... หลังจากการเสียชีวิตอย่างกระทันหันของ Hendrix ไปนั้น ดนตรี Rock ก็ยังไม่ถึงกาลดับสูญ... Black Sabbath ได้นำเสียงแตกสั่นและหนักแน่นเข้ามากระแทกหูคนฟังบทพื้นพิภพนี้ เสียงที่ Black Sabbath สร้างออกมานั้นก็สร้างแรงบรรดาลใจให้กับนักดนตรี Rock สาย Thrash Metal, Death Metal และ Black Metal ในยุคหลังๆ ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของ Black Sabbath ได้ (นอกจากเกรียน) ยังไม่พอ... Deep Purple ก็สร้างตำนานให้กับตัวเองด้วยเพลง Smoke on the water ที่เป็นท่อน Riff อมตะอีกบทเพลง รวมไปถึงการโซโลกีตาร์และคีย์บอร์ดอันรวดเร็วและเมามันส์ของพวกเค้าก็เป็นพื้นฐานให้ดนตรีในยุคหลังๆ ได้เป็นอย่างดี... นี่เราต้องพูดถึงวงดนตรีอีกวงหนึ่งที่ถือว่าขึ้นหิ้งอันไม่สามารถลบหลู่ได้อีกวง... Led Zeppelin นั่นเอง... บทเพลงที่ Zep สร้างขึ้นมานั้นรวมไปถึงเทคนิคกีตาร์ที่ Jimmy Page สร้างขึ้นมาก็เป็นแรงบรรดาลใจให้กับนักดนตรี Rock ในยุคหลังๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องคิดอะไร ฟังแค่ Stairway to heaven ที่ถือว่าเป็นบทเพลงชาวเมทัลทั้งหลายทั้งปวง... มันยังไม่จบหรอกนะ Michael Schenker ก็สร้างเสียงกีตาร์ของตัวเองออกมาบ้าง Rock Bottom นั้นเปรียบเสมือนระเบิดที่ทำให้วงการดนตรี Rock เปลี่ยนไป... ขอข้ามแนวจาก Hard Rock มายังอีกแนวเพลงนึงที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง นั่นก็คือบทเพลงที่พัฒนามาจากแนว Psychedelic นั่นก็คือ Progressive Rock นั่นแหละ... ความซับซ้อนทางดนตรี รวมไปถึงความเป็นอัจฉริยะของนักดนตรีที่สร้างบทเพลงแห่งความล่องลอยและตำนานการติดบิลบอร์ดอันยาวนานของ Dark Side of The Moon โดยศิลปิน Pink Floyd นั้นยังหาใครมาทาบรัศมีได้เลย... ยังมีผู้ใดที่เคลือบแคลงความยิ่งใหญ่ของพวกเค้าอีกไหมถ้ารู้ว่าเค้าสามารถขายงานได้ 250 ล้านแผ่นทั่วโลกเนี่ย...? ดนตรีในยุค 70 ก็มีความหลายหลายและมนต์เสน่ห์เพียงไรถ้าเราได้ฟังงานสุดคลาสสิคของ The Eagles ที่นำเสียงของ Hard Rock เข้ามาผสมกับ Southern Rock กันอย่างลงตัวกับบทเพลง Hotel California ซึ่งก็รวมไปถึงมหากาพย์ของดนตรีอย่างเพลง Freebirds ของ Lynyrd Skynyrd...!!! ยังไม่จบ... ดนตรีที่เรียกกันว่าหัวก้าวหน้าในยุค 70 นั้นเราจะลืม "ราชันต์ในนามราชินี" Queen กับบทเพลง Bohemian Rhapsody ได้เหรอ...? ย้อนเวลาไปช่วงต้นๆ 70 กันอีกครั้งนะ Neil Young & The Crazy Horse, Iggy Pop & The Stooges, New York Dolls และ MC5 ก็สร้างบทเพลงแห่งความก้าวร้าวรุนแรงขึ้นมาบ้าง ซึ่งมันก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด... และมันก็ระเบิดออกมาในช่วงปลายๆ ยุค 70 กับวงดนตรี Sex Pistols (และอีกหลายๆ วง) นั่นก็คือแนวดนตรีที่เรียกว่า Punk นั่นเอง แนวดนตรี Punk นั้นสร้างความนิยมอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อ Hard Rock อย่างมาก จนทำให้แนวดนตรี Hard Rock แทบจะสูญสลายไปเลย แต่มันก็ยังไม่ตายเสียทีเดียวหรอกนะ ดนตรีที่กำเนิดขึ้นมาในช่วงปลายๆ ยุค 70 นั่นก็คือ New Wave of British Heavy Metal นั่นเอง...!!! ... ช่วงรอยต่อของยุค 70 กับ 80 นั้นงานดนตรีมีการฑัฒนาไปอย่างรวดเร็ว วงดนตรีที่เรียกตัวเองว่าเป็น NWOBHM ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนทำให้ดนตรี Punk กลายพันธ์ไป (จะกล่าวถึงภายหลัง) หัวหอกของดนตรีแนว NWOBHM ก็มีเช่น Iron Maiden, Judas Priest, Motor Head, Diamond Head, Def Leppard และถ้าเราไม่นับชายคนนี้ก็ไม่ได้ Ozzy Osbourne ชายผู้ที่ยืนอยู่บนยอดสุดของพีรามิดแห่ง Metal นั่นเอง หลากหลายบทเพลงที่ Ozzy Osbourne Band สร้างขึ้นมาสร้างความสั่นสะเทือนให้กับดนตรี Rock เป็นอย่างสูง ซึ่งผนวกกับนักกีตาร์โนเนมแต่ฝีมือระดับเทพอย่าง Randy Rhodes ทำให้นักกีตาร์หลายคนในยุคต่อมาหันมาหลงไหลกับมนต์เสน่ห์ของเค้ากันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น... เราข้ามไปที่ฝั่งอเมริกากันบ้างนะ... นักกีตาร์ระดับเทพอีกคนก็สร้างความสั่นสะเทือนวงการกับเทคนิกกีตาร์อันแพรวพราว รวมไปถึงการเอนเตอร์เทนคนดู Van Halen นั่นเอง คงไม่จำเป็นที่จะต้องสาธยายความสุดยอดของพวกเขานะ... ดนตรีในต้นยุค 80 นั่นมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีแนวดนตรีเกิดใหม่มากมาย Metallica, Megadeth, Anthrax, Exodus คือพวกแรกๆ ที่นำความหนักหน่วงของ Black Sabbath มาผสมความมันส์สะเด่าของดนตรี Punk และกลิ่นอายอันฉุนกึ้กของ NWOBHM กันจนเกิดแนวดนตรีที่เรียกว่า Thrash Metal นั่นเอง... หลังจากนั้นไม่นาน แนวดนตรี (หลัก) ก็ถือกำเนิดตามมาหลังจาก Thrash Metal นั่นก็คือ Death Metal และ Black Metal นั่นเอง แต่ความรุนแรงในยุค 80 ก็มีอีกแนวดนตรีอีกแนวที่มีความสนุกสนานและหญิงตรึมอย่าง Glam Metal หรือที่เรารู้จักกันดีกับ Hair Metal นั่นเอง Bon Jovi, Skid Row, Cinderella และอีกหลายร้อยวงที่สร้างแฟนเพลงให้กับตนเองอย่างมากมาย ซึ่งก็รวมไปถึง Guns N' Roses นั่นแหละ... ความนิยมของดนตรีแนว Heavy Metal นั้นสุดสะเด่าไปเลย จวบจนถึงช่วงปลายยุค 80 ที่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่นิยมชมชอบความรุนแรง ความบ้าระห่ำของการเล่น รวมไปถึงเสียงอันแตกสนั่นที่มาจากความเรียบง่ายของ Neil Young (ไม่เชื่อก็ไปหาวิดิโอการแสงสดของ Neil Young มาดูแล้วจะรู้ว่าป๋า Neil นั้นเล่นกีตาร์ได้รุนแรงและทำร้ายกีตาร์ขนาดไหนเอาเองเด้อ) นั่นก็คือเหล่าบรรดาเด็กหนุ่มจาก Seattle นั่นเอง Nirvana คือวงดนตรีที่ได้รับคามนิยมอย่างรวดเร็วและรุนแรง การเล่นกีตาร์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเทคนิกอันแพรวพราวเหนือชั้นแบบ Steve Vai หายไป กลิ่นอายของดนตรีที่เรียกตัวเองว่า Seattle Sound หรือ Grunge หรืออะไรต่อมิอะไรมากมาย (มันจะสร้างแนวกันทำไมเยอะแยะวะ จำไม่ไหววุ้ย) ทำให้ดนตรีในยุคปลาย 80 นั้นเปลี่ยนไป... ... ดนตรีในยุค 90 นั้นถือว่าเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย งาน Ten ของ Pearl Jam, Nevermind ของ Nirvana, Use Your Illusion I และ II ของ Guns N' Roses, Metallica (Black Album) ของ Metallica คือตัวอย่างที่น่าจะชัดเจน ซึ่งในยุค 90 นี้เองวงดนตรีที่กำเนิดมานั้นต่างยอมรับว่าตนเองนั้นได้รับแรงบรรดาลใจมาจากรุ่นพี่ รุ่นพ่อในอดีตกันแทบทั้งนั้น มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปหางานของพวกเขามาฟังกันดีๆ จะได้กลิ่นอายของดนตรีในยุคก่อนหน้ากันทั้งนั้น บางวงอาจได้กลิ่นของหลายๆ วงเสียด้วยซ้ำไป... ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจไปถ้าบางวงอาจจะนำเสียงใหม่ๆ เข้ามาสู่ตัวเองและไม่อายที่จะทำถ้ามันทำให้เสียงของตัวเองมีความหลากหลาย อย่างเช่นแนวดนตรี Power Metal, Grindcore, Hardcore, Melodic Metal, Brutal Death Metal, Doom Metal, ฯลฯ ปฏิเสธกันได้ไหมว่าดนตรีที่เกิดมาในยุคหลังๆ นี้ไม่มีการนำเสียงจากอดีตมาทำให้เข้ากับยุคสมัย...? ฉะนั้นแล้วการแบ่งแยกแนวดนตรีน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ เพื่อการฟัง แต่การดูถูกแนวดนตรีที่เราไม่ได้ฟังนั้นเป็นเรื่องตลกมากกว่า ไม่มีดนตรีแนวไหนทำออกมาห่วยหรือดีเลิศประเสริฐศรี ของเหล่านี้แบ่งแยกได้อย่างเดียวคือชอบฟังกับไม่ชอบฟังแค่นั้นเอง ชอบก็ฟังไป ไม่ชอบก็ไม่ต้องฟัง ทำไมต้องดูถูกแนวดนตรีแนวอื่นด้วย ทั้งๆ ที่รากฐานของดนตรีในยุคปัจจุบันนี้ต่างก็มาจากจุดเดียวกันทั้งนั้น ฉะนั้นเราจงมาฟังดนตรีกันอย่างมีความสุขกันเถิด ใครจะฟังเพลงเพื่อสร้างภาพให้กับตัวเองก็ช่างหัวมันประไร...!!!
10 อัลบั้มร็อค (แท้) ภาคภาษาไทย - ผู้สร้างแรงบัลดาลใจให้วงร็อครุ่นถัดไป
(ไม่ได้เรียงลำดับนะครับ)
ประเทศไทย เมื่อ 40 ปีที่แล้ว บรรยากาศอึมครึมทมึนด้วยเมฆหมอกสีดำของฝูงบินรบอเมริกัน เหล่าทหารหนุ่มเดินทางไกลจากแผ่นดินเกิด เพื่อร่วมสงครามอินโดจีน ขณะที่นักศึกษาไทยหัวก้าวหน้า ต่างออกมาเดินขบวนเรียกร้อง ขับไล่ ให้อเมริกันถอนกำลังทหารออกไป แต่ในฝั่งตรงกันข้าม วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกลับเข้าไปคุกคลีกับเหล่าทหารอย่างสนิทชิดเชื้อ กระทั่งได้รับสิ่งสำคัญเข้ามาประดับ ‘อุตสาหัสกรรม’ ดนตรีในชื่อที่เรียกกันว่า ‘ร็อค’
ร็อคไทยในยุคแรกมีวงเกิดขึ้นมากมาย อาทิ วี ไอ พี นำโดยแหลม มอริสัน, คาไลโดโคป ที่มีกิตติ กาญจนสถิตย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และเดอะ ฟ๊อกซ์ ของ ช.อ้น ณ บางช้าง 3 มือกีต้าร์ฝีมือดี ที่นักดนตรีทุกยุคทุกสมัยต่างให้การยอมรับ แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ทั้ง 3 วงกลับไม่มีผลงานร็อคที่เป็นภาษาไทยออกมา เว้นแต่การเล่นเพลงคัฟเวอร์วงดังจากต่างประเทศเท่านั้น (ยกเว้นคาไลโดสโคปที่มีผลงานออกมา 2 ชุด ในยุคที่แทบไม่เหลือสมาชิกดังเดิมแล้ว และกิตติ ในผลงานเดี่ยว 3 ชุด)
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า แล้วร็อคไทยแท้จริงมาจากไหน ?
ในวันที่มีอัลบั้มร็อคออกมามากมาย และง่ายดาย ผลงานเหล่านั้นมีที่มาที่ไปจากไหน ใครเป็นผู้สร้างแรงบัลดาลใจ ล้วนเป็นวงร็อคยุค 70 จากฝั่งตะวันตกใช่ไหม แล้วร็อคภาคภาษาไทยล่ะ ? อยู่ที่ไหน ? ฤาร็อคตายแล้ว ?
…………………..
“Hey hey my my… Rock N Roll can naver die” ร็อคไทยมาจากไหน ? หาคำตอบได้จาก 10 อัลบั้มร็อค (แท้) ภาคภาษาไทย ที่สร้างแรงผลักดันให้แก่วงการเพลง
เนื้อกับหนัง
รวมเพลง (2528)
แม้เป็นวงที่ผู้เขียนเพิ่งรู้จักวงเนื้อกับหนังได้ไม่นานแค่ร่วม 30 ปีเอง อิอิ จากการค้นคว้า ศึกษาศาสตร์แห่งไทยร็อค โดยไม่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงของยุคสมัย แต่จำต้องยอมรับว่า ‘เนื้อกับหนัง’ น่าจะเป็นวงดนตรีร็อคภาคภาษาไทยวงแรกๆ ที่มีผลงานออกมา ผ่านการแนะนำของคุณวิฑูรย์ วทัญญู (นักจัดรายการวิทยุที่นิยมเปิดเพลงแนวเฮฟวี่/ฮาร์ดร็อค ในยุคที่ Deep Purple, Uriah Heep, Scorpion, Rainbow กำลังเรืองรุ่ง) บทเพลง ฆาตะกัญชา ที่ถูกเปิดออกอากาศในปี 2523 นั้น คงไม่มีวงเดอะ ชาโดว์ แบนด์ของไทยวงไหนเล่นกัน อัลบั้ม รวมเพลง ชุดนี้ บรรจุบทเพลงเฮฟวี่สุดคลาสสิคของวงไว้ครบถ้วนทั้ง นักรบ, ปิศาจ (กัญชา), ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่, ดาราราย และคลาสสิคเฮฟวี่ ฆาตกัญชา ปัจจุบันผลงานทุกชุดของวง เป็นที่ถามถึงของนักสะสม และนักฟังเพลงรุ่นใหม่อยู่ตอลด
ร็อคเครสตร้า
เทคโนโลยี (2526)
ผลงานร็อคในยุคแรกที่ออกมาสร้างสีสัน และเรียกเสียงฮือฮาต่อวงการเพลงไทย ด้วยภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของชัชชัย สุขาวดี (หรั่ง ร็อคเครสตร้า) และรูปแบบการเล่นกีต้าร์สไตล์แอดดี แวน ฮาเลน ของ ชัคกี ธัญรัตน์ (ได้รับฉายา และการยอมรับว่าเป็นกีต้าร์เทพ - ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) ทำให้งานชุดเทคโนโลยีของวงร็อคเครสตรา มีความล้ำหน้ากว่าวงดนตรีรุ่นเดียวกัน มีเพลงเด่นอย่าง เทคโนโลยี, โลง และเงา (เปลี่ยนชื่อเป็น ‘วิ่ง’ ในภายหลัง เพราะติดหูหว่า) ภาพลักษณ์ของชัคกี้ สร้างอิทธิพลให้วัยรุ่นในยุคนั้นมีความกระสันต์อยากเล่นดนตรีเป็นที่สุด
อัสนี วสันต์
บ้าหอบฟาง (2528)
อัลบั้มเต็มชุดแรกที่ใช้ชื่อของตัวเอง หลังจากที่ทำวงดนตรีโฟล์กในนาม อีสซึ่น และร่วมงานกับกลุ่มคนดนตรีอย่าง ‘บัตเตอร์ฟลาย’ ‘บ้าหอบฟาง’ เป็นอัลบั้มร็อคที่ส่งกลิ่นดนตรีโปรเกรสสีฟ ผสมอยู่ในท่วงทำนอง มีเนื้อหาเชิงก้าวหน้า ปรัชญา แม้ไม่มาก แต่สามารถสร้างความสะใจให้แก่คนดนตรีมืออาชีพได้เป็นอย่างดี มีศิลปินรับเชิญร่วมสร้างสีสันในอัลบั้มหลายคน อาทิ ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด ราคาบาว) และ แหลม มอริสัน มาร่วมโซโล่ในเพลง ไม่เป็นไร ก่อนอัลบั้มต่อมาจะอิงเข้าหาตลาดมากขึ้น
ไมโคร
ร็อค เล็ก เล็ก (2529)
เปิดตัวต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกในภาพยนตร์ เรื่องวัยระเริง (2527 - ภาพยนตร์เพลงวัยรุ่น ที่หยิบยกสังคมวัยรุ่นในยุคนั้นออกมานำเสนอ) ของเปี๊ยก โปสเตอร์ ผลงานชุดแรกที่ดูแลการผลิตโดยอัสนี โชติกุล และควบคุมโดยเรวัติ พุทธินันท์ สร้างบทเพลงที่เรียบง่าย แต่โดนใจ พื้นฐานของดนตรีเป็นป็อป แต่มีส่วนผสมของกีต้าร์แนวฮาร์ด ร็อค อย่างเพลง รักปอน ปอน, จำฝังใจ และอย่าดีกว่า ทำให้ไม่ยากต่อการเข้าถึงของคนฟัง กอปรชื่อเสียงของอำพล ลำพูน ทำให้วงไมโคร และอัลบั้ม ร็อค เล็ก เล็ก เป็นที่โด่งดังมากในยุคนั้น ส่งผลให้ดนตรีร็อคเป็นที่รู้จักในหมู่นักฟังเพลงชาวไทยมากขึ้น และก่อให้เกิด ‘วงร็อคแบบวัยรุ่น’ ในเวลาต่อมา
ดิ โอฬาร โปรเจ็คท์
กุมภาพันธ์ 2528 แทนความห่วงใย (2530) / หูเหล็ก (2532)
ผลงานที่ออกมาเติมเต็ม บางสิ่งที่ขาดหายของคำว่าร็อคในวงการเพลงไทยในเวลานั้น ไว้ได้อย่างครบถ้วน ถืออัลบั้มร็อคแบบเต็มขั้นชุดแรกของไทย การจับคู่ของ ปฐมพงษ์ สมบัติพิบูลย์ นักร้องนำ และโอฬาร พรหมใจ มือกีต้าร์ สามารถสร้างความหลายหลายให้แก่บทเพลง ลูกโซโล่ของโอ้ เต็มไปด้วยเทคนิค เจ้าตัวสามารถสร้างเอกลักษณ์ในสำเนียงที่ไม่เหมือนใคร ด้านเนื้อหา บรรยายออกมาได้โดนใจ โดยเฉพาะอัลบั้มที่ 2 หูเหล็ก สไตล์การประพันธ์เนื้อในภาษาสวยแต่เร้าร้อนของโป้ง ส่งผลให้บทเพลงของดิ โอฬาร โปรเจ็คท์ กลายเป็นตำนานของวงการร็อคไปแล้ว อย่าปฏิเสธเลยว่า คุณยังไม่ลืมเพลงไฟปรารถนา
ไฮ ร็อค
คนพันธุ์ร็อค (2533)
ผลงานจากการปลุกปั้นเพื่อเจาะตลาดเพลงร็อคของค่ายใหญ่ ได้สร้างอัลบั้มคนพันธุ์ร็อค ออกมากระตุ้นต่อมดนตรีร็อคขึ้นในสารบบอีกวง แม้เพลงส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานของดนตรีป็อปเป็นส่วนผสมหลัก แต่ด้วยทีมงานเบื้องหลังเป็นชื่อของบัตเตอร์ฟลาย คงไม่ต้องบรรยายคุณภาพ อีกทั้งภาพลักษณ์ของวงติดภาพสไตล์วงเมตัลแฮร์แบนด์ หัวฟูฟ่อง เสื้อผ้าหรูหรา กางเกงรัดกระโปก เรียกเสียงกรี๊ดจากสาว (ดุ) ได้ไม่น้อย ที่สำคัญเสียงร้องที่สูงยากหาใครเทียบของสุรัช ทับวง สร้างแรงผลักดันให้ผลงานของไฮ ร็อคเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง ในอัลบั้มต่อๆ มา เพลงอย่างกระจกร้าว และกว่าจะรู้สึก ยังเป็นที่ถามถึงสำหรับคนฟังเพลงร็อคอยู่เสมอ
คาไลโดสโคป
กระชากใจ (2535)
อัลบั้มแรกของวงดนตรีร็อคไทยรุ่นบุกเบิกวงการ ตระเวนเล่นดนตรีตามแคมป์ทหารอเมริกัน มีสมาชิกเป็นนักดนตรีฝีมือดีเดินเข้าเดินออกตลอดเวลา หนึ่งในนั้นคือกิตติ กีต้าร์ปืน แต่กระชากใจเป็นผลงานรังสรรค์เส้นสายของศิริศักดิ์ ศิริโชตินันท์ มีทีมบัตเตอร์ฟลายดูแลการผลิต ดนตรีเป็นฮาร์ดร็อคสำเนียง แอดดี แวน เฮเลน หนึ่งในนักดนตรีที่มือกีต้าร์ไทยนิยมนำเพลงมาคัฟเวอร์ หลายเพลงโชว์ทักษะของนักดนตรีอย่างไม่ธรรมดา เพลงเด่นยกให้ กระชากใจ ขอเป็นอย่างนี้ และ คืนเมือง ส่วนเพราะเรานั้นคู่กัน ฟังกี่ทีก็ยังรักมิเสื่อมคลาย เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มร็อคที่เรียกได้ว่า ‘สมบูรณ์’
ดอนผีบิน
โลกมืด (2536)
เกิดจากการรวมตัวของ 3 พี่น้องตระกูล ‘แก้วทิตย์’ สมบัติ คนโต ตำเหน่งกีต้าร์ สมศักดิ์ คนกลาง กลอง และสมคิด น้องสุดท้อง ตำเหน่งเบสกีต้าร์ และร้องนำ เล่นดนตรีในแนวเฮฟวี่ สปีด เมทัล ได้หนักหน่วง กระทั่งสังกัดเพลงจำนวนมากปฏิเสธ จึงต้องออกผลงานด้วยเงินของตัวเองแทน ผลงานชิ้นแรกนำไปวางขายครั้งแรกหน้างานคอนเสิร์ตวงเมทัลลิก้า ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชม และสต๊าฟของเมทัลลิก้า สามารถสร้างฐานแฟนเพลงได้จำนวนมาก และถือเป็นวงที่ปูทางการทำเพลงในรูปแบบอันเดอร์กราวนด์ มิวสิคทำเองขายเอง ไม่สนค่าย จนเป็นแบบอย่างให้แก่วงดนตรีนอกกระแสในเวลาต่อมา
หิน เหล็ก ไฟ
หิน เหล็ก ไฟ (2536)
เป็นหนึ่งในผลงานร็อคไม่กี่อัลบั้มที่มียอดขายสูง ปฐมพงษ์ สมบัติพิบูลย์ ร้องนำ และฏรงค์ ศิริสารสุนทร มือเบส แยกตัวออกจากดิ โอฬาร โปรเจ็คท์ พร้อมได้ตัว ป็อป จักรรินทร์ ดวงมณีรัตนชัย มือกีต้าร์หน้าใหม่ ฝีมือแพรวพราวล้ำหน้านักดนตรีร่วมรุ่น สร้างผลงานชุดแรกของหินเหล็กไฟขึ้นมา เพลงอย่างนางแมว ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่นเดียวกับเพลงช้าเพื่อเธอ และยอม สามารถติดชาร์ทเพลงฮิต แต่เพลงเด่นที่สะใจขาร็อค และเป็นคัมภีร์กีต้าร์ของคนรุ่นใหม่ คือเพลง ‘สู้’
สตรีต ฟังก์ โรลเลอร์ส
อันไอเดนติไฟต์ ฟังกี ออบเจกต์ (2545)
การกลับมาของวงดนตรี 3 ชิ้น เล่นดนตรีฮาร์ดร็อค สวนกระแสตลาดไทย (รวมถึงตลาดร็อคด้วยกันเอง) แต่บทเพลงของสตรีต ฟังก์ฯ กลับเป็นที่ถูกหูของคนที่ยังชื่นชอบดนตรีร็อคในยุค 70 อย่าง Deep Purple และ Black Sabbath เป็นอย่างดี แกนหลักอย่างอรรถพงษ์ บุญเสริมทรัพย์ สามารถปรับตัวเองจากงานชุดแรกที่มีเพลงดี แต่ถูกเมิน มาเป็นเพลงที่มีความกระชับและสละสลวย บางเพลงมีอิทธิพลของแนวเมทัล และโปรเกรสสีฟผสม เพลงวาสนาน้อยๆ ถือเป็นบัลลาดร็อค เปี่ยมด้วยความงามที่อยู่สูงกว่าเพลงรักตลาดทั่วไป แต่สำหรับคอร็อค เพลงเฝ้ารอ คงเป็นแทร็คที่ถูกเปิดบ่อยที่สุด
ผลงานทั้ง 10 อัลบั้มที่กล่าวถึง อาจไม่ใช่งานร็อคขึ้นหิ้ง ถึงขั้นกระชากใจเหล่าสาวกดนตรีชนิดนี้ได้ทั้งหมด ทุกอัลบั้ม แต่สิ่งที่ต้องยอมรับ หากไม่มีอัลบั้มเหล่านี้ คงไม่มีคำว่า ‘ร็อค’ สืบต่อมาให้คนรุ่นต่อไปฟังกันหรอก
ประเทศไทย เมื่อ 40 ปีที่แล้ว บรรยากาศอึมครึมทมึนด้วยเมฆหมอกสีดำของฝูงบินรบอเมริกัน เหล่าทหารหนุ่มเดินทางไกลจากแผ่นดินเกิด เพื่อร่วมสงครามอินโดจีน ขณะที่นักศึกษาไทยหัวก้าวหน้า ต่างออกมาเดินขบวนเรียกร้อง ขับไล่ ให้อเมริกันถอนกำลังทหารออกไป แต่ในฝั่งตรงกันข้าม วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกลับเข้าไปคุกคลีกับเหล่าทหารอย่างสนิทชิดเชื้อ กระทั่งได้รับสิ่งสำคัญเข้ามาประดับ ‘อุตสาหัสกรรม’ ดนตรีในชื่อที่เรียกกันว่า ‘ร็อค’
ร็อคไทยในยุคแรกมีวงเกิดขึ้นมากมาย อาทิ วี ไอ พี นำโดยแหลม มอริสัน, คาไลโดโคป ที่มีกิตติ กาญจนสถิตย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และเดอะ ฟ๊อกซ์ ของ ช.อ้น ณ บางช้าง 3 มือกีต้าร์ฝีมือดี ที่นักดนตรีทุกยุคทุกสมัยต่างให้การยอมรับ แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ทั้ง 3 วงกลับไม่มีผลงานร็อคที่เป็นภาษาไทยออกมา เว้นแต่การเล่นเพลงคัฟเวอร์วงดังจากต่างประเทศเท่านั้น (ยกเว้นคาไลโดสโคปที่มีผลงานออกมา 2 ชุด ในยุคที่แทบไม่เหลือสมาชิกดังเดิมแล้ว และกิตติ ในผลงานเดี่ยว 3 ชุด)
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า แล้วร็อคไทยแท้จริงมาจากไหน ?
ในวันที่มีอัลบั้มร็อคออกมามากมาย และง่ายดาย ผลงานเหล่านั้นมีที่มาที่ไปจากไหน ใครเป็นผู้สร้างแรงบัลดาลใจ ล้วนเป็นวงร็อคยุค 70 จากฝั่งตะวันตกใช่ไหม แล้วร็อคภาคภาษาไทยล่ะ ? อยู่ที่ไหน ? ฤาร็อคตายแล้ว ?
…………………..
“Hey hey my my… Rock N Roll can naver die” ร็อคไทยมาจากไหน ? หาคำตอบได้จาก 10 อัลบั้มร็อค (แท้) ภาคภาษาไทย ที่สร้างแรงผลักดันให้แก่วงการเพลง
เนื้อกับหนัง
รวมเพลง (2528)
แม้เป็นวงที่ผู้เขียนเพิ่งรู้จักวงเนื้อกับหนังได้ไม่นานแค่ร่วม 30 ปีเอง อิอิ จากการค้นคว้า ศึกษาศาสตร์แห่งไทยร็อค โดยไม่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงของยุคสมัย แต่จำต้องยอมรับว่า ‘เนื้อกับหนัง’ น่าจะเป็นวงดนตรีร็อคภาคภาษาไทยวงแรกๆ ที่มีผลงานออกมา ผ่านการแนะนำของคุณวิฑูรย์ วทัญญู (นักจัดรายการวิทยุที่นิยมเปิดเพลงแนวเฮฟวี่/ฮาร์ดร็อค ในยุคที่ Deep Purple, Uriah Heep, Scorpion, Rainbow กำลังเรืองรุ่ง) บทเพลง ฆาตะกัญชา ที่ถูกเปิดออกอากาศในปี 2523 นั้น คงไม่มีวงเดอะ ชาโดว์ แบนด์ของไทยวงไหนเล่นกัน อัลบั้ม รวมเพลง ชุดนี้ บรรจุบทเพลงเฮฟวี่สุดคลาสสิคของวงไว้ครบถ้วนทั้ง นักรบ, ปิศาจ (กัญชา), ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่, ดาราราย และคลาสสิคเฮฟวี่ ฆาตกัญชา ปัจจุบันผลงานทุกชุดของวง เป็นที่ถามถึงของนักสะสม และนักฟังเพลงรุ่นใหม่อยู่ตอลด
ร็อคเครสตร้า
เทคโนโลยี (2526)
ผลงานร็อคในยุคแรกที่ออกมาสร้างสีสัน และเรียกเสียงฮือฮาต่อวงการเพลงไทย ด้วยภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของชัชชัย สุขาวดี (หรั่ง ร็อคเครสตร้า) และรูปแบบการเล่นกีต้าร์สไตล์แอดดี แวน ฮาเลน ของ ชัคกี ธัญรัตน์ (ได้รับฉายา และการยอมรับว่าเป็นกีต้าร์เทพ - ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) ทำให้งานชุดเทคโนโลยีของวงร็อคเครสตรา มีความล้ำหน้ากว่าวงดนตรีรุ่นเดียวกัน มีเพลงเด่นอย่าง เทคโนโลยี, โลง และเงา (เปลี่ยนชื่อเป็น ‘วิ่ง’ ในภายหลัง เพราะติดหูหว่า) ภาพลักษณ์ของชัคกี้ สร้างอิทธิพลให้วัยรุ่นในยุคนั้นมีความกระสันต์อยากเล่นดนตรีเป็นที่สุด
อัสนี วสันต์
บ้าหอบฟาง (2528)
อัลบั้มเต็มชุดแรกที่ใช้ชื่อของตัวเอง หลังจากที่ทำวงดนตรีโฟล์กในนาม อีสซึ่น และร่วมงานกับกลุ่มคนดนตรีอย่าง ‘บัตเตอร์ฟลาย’ ‘บ้าหอบฟาง’ เป็นอัลบั้มร็อคที่ส่งกลิ่นดนตรีโปรเกรสสีฟ ผสมอยู่ในท่วงทำนอง มีเนื้อหาเชิงก้าวหน้า ปรัชญา แม้ไม่มาก แต่สามารถสร้างความสะใจให้แก่คนดนตรีมืออาชีพได้เป็นอย่างดี มีศิลปินรับเชิญร่วมสร้างสีสันในอัลบั้มหลายคน อาทิ ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด ราคาบาว) และ แหลม มอริสัน มาร่วมโซโล่ในเพลง ไม่เป็นไร ก่อนอัลบั้มต่อมาจะอิงเข้าหาตลาดมากขึ้น
ไมโคร
ร็อค เล็ก เล็ก (2529)
เปิดตัวต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกในภาพยนตร์ เรื่องวัยระเริง (2527 - ภาพยนตร์เพลงวัยรุ่น ที่หยิบยกสังคมวัยรุ่นในยุคนั้นออกมานำเสนอ) ของเปี๊ยก โปสเตอร์ ผลงานชุดแรกที่ดูแลการผลิตโดยอัสนี โชติกุล และควบคุมโดยเรวัติ พุทธินันท์ สร้างบทเพลงที่เรียบง่าย แต่โดนใจ พื้นฐานของดนตรีเป็นป็อป แต่มีส่วนผสมของกีต้าร์แนวฮาร์ด ร็อค อย่างเพลง รักปอน ปอน, จำฝังใจ และอย่าดีกว่า ทำให้ไม่ยากต่อการเข้าถึงของคนฟัง กอปรชื่อเสียงของอำพล ลำพูน ทำให้วงไมโคร และอัลบั้ม ร็อค เล็ก เล็ก เป็นที่โด่งดังมากในยุคนั้น ส่งผลให้ดนตรีร็อคเป็นที่รู้จักในหมู่นักฟังเพลงชาวไทยมากขึ้น และก่อให้เกิด ‘วงร็อคแบบวัยรุ่น’ ในเวลาต่อมา
ดิ โอฬาร โปรเจ็คท์
กุมภาพันธ์ 2528 แทนความห่วงใย (2530) / หูเหล็ก (2532)
ผลงานที่ออกมาเติมเต็ม บางสิ่งที่ขาดหายของคำว่าร็อคในวงการเพลงไทยในเวลานั้น ไว้ได้อย่างครบถ้วน ถืออัลบั้มร็อคแบบเต็มขั้นชุดแรกของไทย การจับคู่ของ ปฐมพงษ์ สมบัติพิบูลย์ นักร้องนำ และโอฬาร พรหมใจ มือกีต้าร์ สามารถสร้างความหลายหลายให้แก่บทเพลง ลูกโซโล่ของโอ้ เต็มไปด้วยเทคนิค เจ้าตัวสามารถสร้างเอกลักษณ์ในสำเนียงที่ไม่เหมือนใคร ด้านเนื้อหา บรรยายออกมาได้โดนใจ โดยเฉพาะอัลบั้มที่ 2 หูเหล็ก สไตล์การประพันธ์เนื้อในภาษาสวยแต่เร้าร้อนของโป้ง ส่งผลให้บทเพลงของดิ โอฬาร โปรเจ็คท์ กลายเป็นตำนานของวงการร็อคไปแล้ว อย่าปฏิเสธเลยว่า คุณยังไม่ลืมเพลงไฟปรารถนา
ไฮ ร็อค
คนพันธุ์ร็อค (2533)
ผลงานจากการปลุกปั้นเพื่อเจาะตลาดเพลงร็อคของค่ายใหญ่ ได้สร้างอัลบั้มคนพันธุ์ร็อค ออกมากระตุ้นต่อมดนตรีร็อคขึ้นในสารบบอีกวง แม้เพลงส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานของดนตรีป็อปเป็นส่วนผสมหลัก แต่ด้วยทีมงานเบื้องหลังเป็นชื่อของบัตเตอร์ฟลาย คงไม่ต้องบรรยายคุณภาพ อีกทั้งภาพลักษณ์ของวงติดภาพสไตล์วงเมตัลแฮร์แบนด์ หัวฟูฟ่อง เสื้อผ้าหรูหรา กางเกงรัดกระโปก เรียกเสียงกรี๊ดจากสาว (ดุ) ได้ไม่น้อย ที่สำคัญเสียงร้องที่สูงยากหาใครเทียบของสุรัช ทับวง สร้างแรงผลักดันให้ผลงานของไฮ ร็อคเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง ในอัลบั้มต่อๆ มา เพลงอย่างกระจกร้าว และกว่าจะรู้สึก ยังเป็นที่ถามถึงสำหรับคนฟังเพลงร็อคอยู่เสมอ
คาไลโดสโคป
กระชากใจ (2535)
อัลบั้มแรกของวงดนตรีร็อคไทยรุ่นบุกเบิกวงการ ตระเวนเล่นดนตรีตามแคมป์ทหารอเมริกัน มีสมาชิกเป็นนักดนตรีฝีมือดีเดินเข้าเดินออกตลอดเวลา หนึ่งในนั้นคือกิตติ กีต้าร์ปืน แต่กระชากใจเป็นผลงานรังสรรค์เส้นสายของศิริศักดิ์ ศิริโชตินันท์ มีทีมบัตเตอร์ฟลายดูแลการผลิต ดนตรีเป็นฮาร์ดร็อคสำเนียง แอดดี แวน เฮเลน หนึ่งในนักดนตรีที่มือกีต้าร์ไทยนิยมนำเพลงมาคัฟเวอร์ หลายเพลงโชว์ทักษะของนักดนตรีอย่างไม่ธรรมดา เพลงเด่นยกให้ กระชากใจ ขอเป็นอย่างนี้ และ คืนเมือง ส่วนเพราะเรานั้นคู่กัน ฟังกี่ทีก็ยังรักมิเสื่อมคลาย เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มร็อคที่เรียกได้ว่า ‘สมบูรณ์’
ดอนผีบิน
โลกมืด (2536)
เกิดจากการรวมตัวของ 3 พี่น้องตระกูล ‘แก้วทิตย์’ สมบัติ คนโต ตำเหน่งกีต้าร์ สมศักดิ์ คนกลาง กลอง และสมคิด น้องสุดท้อง ตำเหน่งเบสกีต้าร์ และร้องนำ เล่นดนตรีในแนวเฮฟวี่ สปีด เมทัล ได้หนักหน่วง กระทั่งสังกัดเพลงจำนวนมากปฏิเสธ จึงต้องออกผลงานด้วยเงินของตัวเองแทน ผลงานชิ้นแรกนำไปวางขายครั้งแรกหน้างานคอนเสิร์ตวงเมทัลลิก้า ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชม และสต๊าฟของเมทัลลิก้า สามารถสร้างฐานแฟนเพลงได้จำนวนมาก และถือเป็นวงที่ปูทางการทำเพลงในรูปแบบอันเดอร์กราวนด์ มิวสิคทำเองขายเอง ไม่สนค่าย จนเป็นแบบอย่างให้แก่วงดนตรีนอกกระแสในเวลาต่อมา
หิน เหล็ก ไฟ
หิน เหล็ก ไฟ (2536)
เป็นหนึ่งในผลงานร็อคไม่กี่อัลบั้มที่มียอดขายสูง ปฐมพงษ์ สมบัติพิบูลย์ ร้องนำ และฏรงค์ ศิริสารสุนทร มือเบส แยกตัวออกจากดิ โอฬาร โปรเจ็คท์ พร้อมได้ตัว ป็อป จักรรินทร์ ดวงมณีรัตนชัย มือกีต้าร์หน้าใหม่ ฝีมือแพรวพราวล้ำหน้านักดนตรีร่วมรุ่น สร้างผลงานชุดแรกของหินเหล็กไฟขึ้นมา เพลงอย่างนางแมว ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่นเดียวกับเพลงช้าเพื่อเธอ และยอม สามารถติดชาร์ทเพลงฮิต แต่เพลงเด่นที่สะใจขาร็อค และเป็นคัมภีร์กีต้าร์ของคนรุ่นใหม่ คือเพลง ‘สู้’
สตรีต ฟังก์ โรลเลอร์ส
อันไอเดนติไฟต์ ฟังกี ออบเจกต์ (2545)
การกลับมาของวงดนตรี 3 ชิ้น เล่นดนตรีฮาร์ดร็อค สวนกระแสตลาดไทย (รวมถึงตลาดร็อคด้วยกันเอง) แต่บทเพลงของสตรีต ฟังก์ฯ กลับเป็นที่ถูกหูของคนที่ยังชื่นชอบดนตรีร็อคในยุค 70 อย่าง Deep Purple และ Black Sabbath เป็นอย่างดี แกนหลักอย่างอรรถพงษ์ บุญเสริมทรัพย์ สามารถปรับตัวเองจากงานชุดแรกที่มีเพลงดี แต่ถูกเมิน มาเป็นเพลงที่มีความกระชับและสละสลวย บางเพลงมีอิทธิพลของแนวเมทัล และโปรเกรสสีฟผสม เพลงวาสนาน้อยๆ ถือเป็นบัลลาดร็อค เปี่ยมด้วยความงามที่อยู่สูงกว่าเพลงรักตลาดทั่วไป แต่สำหรับคอร็อค เพลงเฝ้ารอ คงเป็นแทร็คที่ถูกเปิดบ่อยที่สุด
ผลงานทั้ง 10 อัลบั้มที่กล่าวถึง อาจไม่ใช่งานร็อคขึ้นหิ้ง ถึงขั้นกระชากใจเหล่าสาวกดนตรีชนิดนี้ได้ทั้งหมด ทุกอัลบั้ม แต่สิ่งที่ต้องยอมรับ หากไม่มีอัลบั้มเหล่านี้ คงไม่มีคำว่า ‘ร็อค’ สืบต่อมาให้คนรุ่นต่อไปฟังกันหรอก

